รีวิว : Super Monkey Ball [iPhone]

สิงหาคม 13, 2008

ได้แรงบันดาลใจอย่างแรงในการอัพเดต iPhone firmware 2.0 ก็มาจากเกมส์นี่แหละ
เลยคันไม้คันมือ อยากจะเขียนรีวิว แบบเล่าสู่กันฟัง (ขออนุญาติท่านเว็บมอนสเตอร์นะครับ)
เผื่อว่า จะยั่วน้ำลายให้คนที่ยังใช้ firmware 1.x กว่าๆ อัพตามๆ กันมา

ขอแบ่งการรีวิวออกเป็น 4 ส่วน ตามนี้นะครับ

1. Graphic 10/10

ถ้าจะพูดว่า super monkeyball เป็นเกมส์ที่ออกมาคู่บารมี firmware 2.0 ก็คงจะไม่เกินไป เพราะไม่ว่าจะตั้งแต่เมื่อตอนประกาศการพัฒนา app ของ firmware 2.0 จนกระทั่งว่า เริ่มจำหน่ายบน appstore Apple ก็เอา super monkey ball มาโปรโมทเป็น app เชิดหน้าชูตา

อีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆ คนที่ยอมอัพมาเป็น 2.0 (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งแหละ)
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะกราฟฟิคที่ใช้ความสามารถของ core animation และ character น่ารักของเกมส์นี้

ถึงแม้จะยังดูเหมือนว่า กราฟฟิคของเกมส์ยังดูง่ายๆ และยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีก แต่เมื่อเทียบกับเกมส์อื่นๆ ที่เพิ่งจะออกจำหน่ายบน AppStore เรียกว่า ดีเลยทีเดียว สามารถเอาไปเทียบกับกราฟฟิคเกมส์ console แบบมือถือตัวอื่นๆ อย่าง PSP หรือ NDS ได้สบายๆ (ให้ความรู้สึกว่า เป็นภาพเกมส์ระบบ Console จริงๆ) ผมคิดว่า คงไม่เกินไปที่จะให้เต็ม 10 ครับ

2. Sound 9.5/10

เนื่องจาก เพิ่งได้ลองเล่น ราวๆ ชั่วโมงหนึ่ง อีกทั้งยังเล่นผ่านไปได้ไม่ไกล เลยขออนุญาติรีวิว เฉพาะเท่าที่ได้เล่นนะครับ เสียงดนตรี background ทำออกมาได้ น่ารัก สดใส  ชวนเล่นมาก (อาจจะได้อนิสงค์มาจากการพอร์ตจากเครื่อง console – แต่ตัวผมเองไม่มีโอกาสได้เล่นบนเวอร์ชั่นเครื่อง console) ดนตรีประกอบ loop  ต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด (บางเกมส์ที่ไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียด มักจะปล่อยให้มีช่วงสะดุดตอนที่ loop  ทำให้อารมณ์สะดุดเพราะไอ้ช่วงที่เสียงว่างๆ ได้)  นอกจากนี้ sound fx ออกมา ทำให้ได้อารมณ์ร่วมจริงๆ ยิ่งใส่หูฟังเข้าไปด้วย แทบจะลุ้นตามทุกทีที่เจ้าลิงน้อยจะตกเหว (น้องลิงมันจะร้อง ง้าวๆ เหมือนจะหล่นซะให้ได้เสียจริงๆ)

3. Game play 8 / 10

ดูเหมือนเกมส์นี้เกิดมาเพื่อ iPhone เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการควบคุมในเกมส์ใช้ความสามารถของ Accelerometer  ของ iPhone ออกมาได้เต็มที่ แถมการบังคับทำออกมาได้อย่างลื่นไหล เหมือนกับเรากำลังกลิ้งลูกกลิ้งอยู่บนถาดเลยทีเดียว แต่ก็สร้างความลำบากใจให้กับผมไม่น้อย ตอนเริ่มแรกเล่น ตั้งอาศัยเวลาซักพักถึงจะบังคับเข้าที่เข้าทาง


ปัญหาการบังคับอย่างหนึ่งที่ผมเจอกับตัวเองคือ สายหูฟังที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ มันจะไปเกะกะมือเราเวลาเล่น

กับไอ้เจ้าตัว Accelerometer ที่ ทำให้การบังคับมี ข้อจำกัด บังคับว่าผู้เล่นต้องนั่งหรือยืนในท่าที่เหมาะสม ครั่นจะนอน(หงาย)เล่น ไม่ได้เลยครับ อีกทั้งมือต้องนิ่งพอสมควรเลย (สำหรับด่านยากๆ )  ดังนั้นจึงไม่ค่อยเหมาะกับคนที่กินเหล้า สูบบุหรี่จัดๆ นะครับ ;b

ส่วนระดับความยากง่ายของเกมส์ทำออกมาได้โหดใช้ได้เลยทีเดียว แบบว่า แค่ด่านแรกๆ บางด่านยังต้องตั้งใจเล่นถึงจะผ่านเลยทีเดียว ความเห็นส่วนตัวผม รู้สีกว่า Sega เอาด่านยากๆ บางด่านออกมาไว้ต้นๆ เกินไป อาจจะทำให้คนเล่นที่ไม่ชำนาญ พลาดเบื่อไปเสียก่อน

4. Value of Money 8/10

ทาง Sega ได้ตั้งค่าตัว super monkey ball ไว้ที่ 9.99 U$ ตกแล้วก็ราวๆ 340 บาท เมื่อเทียบกับ ราคาเกมส์ console เรียกว่า ไม่แพงเลยทีเดียว เพียงแต่ว่า ไม่มีกล่อง คู่มือ สีสวยมาให้ด้วยนี่ซิ ดังนั้นส่วนตัวว่า ราคาน่าจะลดอีกซักนิดเป็น 5~8 U$

5. Overall 9/10

สรุปว่า Super Monkey Ball เป็นเกมส์ที่สามัญประจำเครื่องที่ชาว iPhone ไม่ควรพลาด ถึงแม้ว่า จะไม่ใช่คอเกมส์ครับ

ปล. สำหรับ version ที่มาพร้อมกับยาแก้ไอ สามารถติดต่อขอรับได้ที่นี่ครับ

Advertisements

iPhone กับ Bluetooth – ปัญหา connectivity ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

มิถุนายน 15, 2008

พอดีมีอยู่อีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ iPhone 3G ที่ ผมยังไม่ได้เขียน นั่นก็คือ เรื่องของการเชื่อมต่อของ iPhone กับอุปกรณ์อื่นๆ (connectivity)

เมื่อคืนวันจันทร์ก่อน สตีฟไม่ได้พูดถึงมันใน checklist เลยน่าเป็นห่วงว่า แอปเปิ้ลพยายามเกินไปหรือปล่าว ที่จะดัน iPhone เป็นอุปกรณ์เคลี่อนที่แบบ All-in-One โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านเลย

เหมือนดังหัวข้อ…. จุดที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คือ เจ้า Bluetooth ที่แสนจะไร้ประโยชน์ คือ มันต่อได้กับพวก hand-free กะลำโพงได้แค่นั้นเองอ่ะ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่ยอมทำ pairing list ให้มันเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่างอื่น เช่น Notebook หรือ wireless keyboard

ในจุดนี้ ผมเข้าใจ ในมุมมองของแอปเปิ้ลว่า จะให้ iPhone เป็น device ที่ใช้งานได้เทียบเท่า Notebook (จะได้ไม่ต้องพก Notebook) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้อีกแหละ (you can’t make the gorilla to fly)เนื่องจากความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากัน ผมยกตัวอย่างผมเอง

ย้อนกลับไปเมื่อต้นอาทิตย์ก่อน จะเห็นว่า นี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องถอยเจ้า Nokia 2630 มาใช้ต่อเน็ต แทนที่จะรอแอปเปิ้ลพัฒนา

หรือไม่ก็ ในกรณีของ wireless keyboard น่าจะยังมีหลายๆ คนอึดอัดใจแน่ๆ ถ้าต้องพิมพ์ keyboard บน iPhone เยอะๆ นานๆ ถึงแม้ว่ามันจะถูกออกแบบมาให้พิมพ์ง่ายยังไง ก็ยังไม่สะดวกเท่า keyboard แบบ wireless (ซึ่งตรงนี้แอปเปิ้ลควรจะทำให้ pairing กับ wireless keyboard ของตัวเองได้เป็นอย่างน้อย)

ซึ่งผมสงสัยตรงจุดนี้จริงๆ ว่า ทำไมเรื่องง่ายๆ แค่นี้ ทำไมแอปเปิ้ลถึงไม่พยายามที่จะทำ (หรือมันยากวะ)


มันมาแล้ว …. iPhone 3G (ต่อ)

มิถุนายน 12, 2008

กลับมาเล่าต่อจากเมื่อวาน เหตุผลที่ผมเรียก ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลว่า วัตถุศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็เพราะว่า เบี้องหลังของผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลนั่น มันเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ที่ได้สร้างความผูกพันธ์ให้กับผู้ใช้ จนกลายเป็นความศรัทธาในที่สุด

แต่ก็นั่นแหละ… มีคนชอบ ก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา สินค้าของแอปเปิ้ลเป็นอะไรที่ค่อนจะสุดขั้วไปด้านใดด้านหนึ่ง ตังนั้นถ้าคนที่รู้สึกโดนกับสินค้าของแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลทำอะไรออกมายังไงก็โดน ในขณะคนที่ไม่โดน ไม่ชอบ เชียร์ยังไงก็ไม่ขึ้น ผมเลยว่า มันคล้ายๆ กับลัทธิ

ตอนได้ iPhone มาใหม่ๆ ผมเองยังคิดเล่นๆ เลยว่า iPhone จริงๆ แล้ว เป็นสินค้าที่ยังทำไม่ดี แต่ก็เอาออกมาขายเสียแล้ว มันยังขาดๆอะไรอยู่หลายๆ อย่าง เช่น Bluetooth ลิงค์กับอุปกรณ์อย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจาก headphone หรือลำโพง ถ่าย VDO ไม่ได้ ส่ง MMS ก็ไม่ได้ (2 อย่างหลังนี้มี 3rd party software ออกมาทำให้มันทำได้แล้ว) อีกทั้งยังติดข้อจำกัดที่ต้อง sync ผ่าน iTunes เท่านั้น เลยทำให้คนไม่ชอบ ยังไงก็ไม่ชอบไงครับ

ในความคิดผม ผมว่า เหตุผลนั้นเป็นเพราะ แอปเปิ้ลมีแนวทางในการพัฒนาสินค้า ที่เป็นตัวของตัวเอง และมักจะมี checklist feature ของตัวเองอยู่ในใจ

อ้างอิงจาก keynote ของสตีฟ คราวนี้แอปเปิ้ลมี checklist อยู่ 5 ข้อด้วยกัน คือ

1. 3G (เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้เร็ว)
2. Enterprise support (เอาใจลูกค้ากลุ่มบริษัท) *
3. Third party applications (เพื่อให้คนมาพัฒนา software ให้ iPhone มากๆ) *
4. more countries (หาซื้อตามประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น)
5. more affordable (ลดราคาให้คนมีปัญญาซื้อได้มากขึ้น ข้อนี้โดนมากๆ)

แล้วแอปเปิ้ลก็ทำได้ทั้งหมดอย่างที่ว่า (แต่นอกเหนือจากนี้เรายังไม่ทำ ไม่ต้องสงสัย …. 555
* ข้อ 2 กับ 3 สตีฟเคยพูดไปแล้วเมื่อครั้ง event เดือนมีนาคม

แต่ก็อีกนั่นแหละ ….. checklist ของแอปเปิ้ล อาจจะไม่เวิร์คกับประเทศบางประเทศแบบประเทศไทย คือ

1. feature 3G ยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีเครือข่ายรองรับ
4. more countries ที่ทำไมยังไม่มีประเทศไทยฟ่ะ (ผมคิดว่า น่าจะเป็นเพราะข้อ 1 – ระบบยังไม่รองรับ เฮี่ยสตีฟเลยยังไม่ยอม say yes กับค่ายมือถือในบ้านเรา)

เอาล่ะ …. มาดูแผนที่ให้ปวดใจกันเล่นๆ ยังไม่ประเทศไทยเราอยู่ในแผนที่ ซึ่งเป็นนัยว่า ยังไม่น่าจะมี iPhone ขายอย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย ภายในปี 2008 แน่ๆ (ดังนั้นรอใช้บริการเครื่องหิ้ว หรือมาบุญครองเซอร์วิสได้เลย)

เห็นทั้งราคาและ feature ที่เพิ่มเข้ามา คนที่มี iPhone รุ่นแรก ก็ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับ เนื่องจาก

1. iPhone 3G ตัวใหม่นี้ กว่าจะวางตลาดก็อีกประมาณเดือนหนึ่ง (กำหนดจำหน่าย 11 กรกฎาคม)

2. เมื่อเครื่องออกมาแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาซักพักถึงจะปลดล็อคได้ อาจจะราวๆ เดือนหนึ่ง ในขณะที่เครื่องเก่าน่าจะอัพเดจ/ปลดล็อคไปใช้เป็น 2.0 ได้เลย (หรืออย่างเลวร้ายสุด ยังไงก็ได้ใช้ firmware 2.0 ก่อนโมเดลใหม่อยู่ดี)

3. feature ใหม่ อย่าง 3G เอามาใช้บ้านเรา ก็ยังวิ่งได้แค่ EDGE เหมือนเดิม

อ่านถึงตรงนี้สบายใจขึ้นบ้างแล้วหรือยังครับ ที่อย่างน้อยเราก็ได้มันมาอยู่ในมือก่อนแล้ว 😉

ส่วนเรื่องหลังจากนี้อีก 1-2 เดือน ค่อยมาว่ากันอีกที


มันมาแล้ว …. iPhone 3G

มิถุนายน 11, 2008

เมื่อจบงาน WWDC เมื่อคืนไปแล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงเจ้า iPhone ตัวนี้ มันจะยังไงๆอยู่
แต่ที่จะเขียนถึงนี่คงจะไม่ได้เล่าถึงงานเมื่อคืนตรงๆ เพราะเว็บอื่นเค้าชิงรายงานไปกันจนหมดแล้ว + ความขี้เกียจของผม
เอาเป็นว่าในรายละเอียดแล้วหาอ่านได้จากเว็บ siampod แทนล่ะกันนะ … อุอุ

วกกลับมาเข้าเรื่องที่จะเขียน เป็นความคิดเห็นส่วนตัวผมกับ iPhone 3G ตัวใหม่แทนแล้วกันนะ

ความรู้สึกแรกจริงๆ ไม่ประทับอะไรมากจนมาถึงตอนที่สตีฟพูดว่า จะทำให้ iPhone ตัวใหม่นี่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ได้ง่าย (คือราคาถูกลงนั่นแหละ) แล้วก็ประกาศโครม!! ราคาใหม่ $199 (ราวๆ 6,600 บาท) …O_o โอวว… แม่เจ้า ขณะนั้นผมอยู่ใน chat room ของ TMC บรรยกาศแทบถล่มทลาย มีแต่คนบ่นว่า จะได้เสียตังค์อีกแล้ว แล้วสตีฟก็จบการ presentation ด้วยอารมณ์งงๆ ที่เต็มไปด้วยความง่วงของผมเมื่อคืน ก็เลยถือโอกาสลาเพื่อนๆ ในห้อง chat ไปนอน

ตื่นมาตอนเช้า ขับรถไปทำงาน มานั่งคิดๆ ดู เอ … จริงๆ มันแค่เพิ่ม 3G, เปลี่ยนวัสดุบอดี้มาเป็นพลาสติก, แล้วก็ลดราคานี่หว่า ทำไมต้องตื่นเต้นด้วยหว่า!? (หลังๆ มานี่โดนท่านศาสดาสตีฟ psycho ให้ตื่นเต้นไปแบบไม่รู้ตัวบ่อย) แต่ก็ยอมรับครับ ว่าราคานี่ทำให้ iPhone น่าสนใจขึ้นเป็นกอง

ส่วนใครที่เพิ่งจะเข้ามาอ่าน อาจจะเริ่มสนใจ หรือเริ่มสงสัยกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้* ว่ามันมีเสน่ห์น่าหลงไหลยังไง ทำไมสาวกแมคถึงได้หลงไหล พรุ่งนี้ผมจะมาเขียนต่อครับ

* ผมขออนุญาติเรียก product ของ Apple ว่า วัตถุศักดิ์สิทธิ์นะครับ ส่วนเหตุผลจะมาเขียนขยายความต่ออีกที